ไพลสมุนไพรรักษาโรคหอบหืด


หอบหืด เป็นโรคที่พบได้จากเด็กและผู้ใหญ่ ถือว่าเป็นโรคภูมิแพ้อย่างหนึ่ง และอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ได้อีกด้วย เมื่อมีอาการหลอมลมจะเกร็งตีบแคบลง ทำให้แน่นหน้าอก หายใจลำบาก มีเสียงวี้ดขณะหายใจและมีเสมหะเหนียว มักมีอาการตอนกลางคืน เมื่อสัมผัสกับสิ่งที่เป็นสาเหตุของการแพ้ ถ้ารุนแรงมากอาจทำให้เสียชีวิตได้

การรักษา ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยควรมียาพ่นขยายหลอมลมประจำตัว ไม่ควรซื้อยาชุดหรือยาลูกกลอนสำเร็จรูปมารับประทานเอง เนื่องจากพบเสมอว่ามีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาที่มีอันตรายสูงมาก สมุนไพรที่แนะนำให้ใช้ คือ ไพล อย่างไรก็ตามควรใช้ควบคู่กับการใช้ยาแผนปัจจุบัน จะช่วยลดความถี่ของการใช้ยาแผนปัจจุบันลงได้ และผู้ป่วยควรพยายามหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ด้วย ยาสมุนไพรไทยที่ใช้บรรเทารักษาโรคหอบหืดคือ “ไพล” ที่มีรสเผ็ดร้อนอมฝาด โดยใช้ส่วนเหง้าไพลที่แก่จัด 10 ส่วน ดีปลี 4 ส่วน พริกไทยขาว 4 ส่วน พิมเสน 1 ส่วนและกานพลู 1 ส่วน บดสมุนไพรแต่ละอย่างให้ละเอียดแล้วผสมรวมกัน วิธีใช้ให้นำยาสมุนไพรที่บดผสมกันแล้ว 1 ช้อนชา ชงกับน้ำร้อนดื่มหรือจะทำเป็นยาสมุนไพรชนิดเม็ด(ยาลูกกลอน) โดยนำส่วนผสมที่บดละเอียดแล้วมาผสมกับน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นเม็ดยาลูกกลอน กินครั้งละ 3-4 เม็ด

ลักษณะของไพล
ไพลเป็นพืชลงหัว มีเหง้าใหญ่ เนื้อในสีเหลือง มีกลิ่นหอม ใบเรียวยาวปลายแหลม ดอกออกรวมกันเป็นช่ออยู่บนก้านช่อดอก ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา เก็บเหง้าแก่จัด หลังจากต้นไพลลงหัวแล้ว

รสและสรรพคุณที่ใช้เป็นยา
แก้ฟกช้ำ บวม เคล็ด ยอก ปวดเมื่อย ขับลม ท้องเดิน ช่วยขับระดูหรือประจำเดือนของสตรี นิยมใช้หลังจากที่คลอดบุตรแล้ว

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
เหง้าไพลมีน้ำมันหอมระเหย ร้อยละ 0.8 และมีสารที่ให้สี ซึ่งจากการทดลองพบว่า มีฤทธิ์ลดอาการอักเสบ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีการค้นคว้าสารสำคัญที่มีสรรพคุณแก้หอบหืด และมีการวิจัยทางคลินิก โดยใช้รักษาโรคหืดในเด็ก และไม่มีพิษเฉียบพลัน

การปลูก
ไพลสามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด แง่งหรือเหง้า ซึ่งเป็นส่วนของลำต้นใต้ดิน โดยทั่วๆ ไปจะใช้ส่วนของเหง้าเป็นท่อนพันธุ์ในการปลูก ไพลชอบดินร่วนซุย ไม่ชอบน้ำขังหรือดินที่มีการระบายน้ำไม่ดี เนื่องจากจะเน่าเสีย โดยเฉพาะดินที่มีสภาพเป็นกรด เมื่อมีฝนชุกหรือความชื้นในดินสูง จะทำให้เกิดโรคแง่งเน่า สามารถปลูกกลางแจ้งจนถึงมีแสงแดดพอควร ส่วนต้นเหนือดิน มักจะยุบหรือแห้งเมื่อเข้าฤดูแล้ง ส่วนใหญ่จะเก็บเหง้าแก่เมื่ออายุ 2-3 ปีหลังปลูก

โรคหอบหืดและโรคภูมิแพ้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร

โรคหืดเป็นโรคที่พบได้บ่อยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในประเทศไทย

และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นในอนาคต โรคหืดเป็นโรคที่ผู้ป่วยต้องทุกข์ทรมานและมีคุณภาพชีวิตแย่ลง หากมีอาการรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ผู้ป่วยควรรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรซื้อหรือปรับขนาดยาเอง และต้องมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อประเมินผลการรักษาและปรับขนาดยาให้เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยโรคหืดสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกับคนทั่วไป

โรคหอบหืดในเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี พบได้บ่อย ทำให้เด็กต้องนอนโรงพยาบาล และขาดเรียนบ่อยมาก ประมาณ 30 – 80% จะมีประวัติไอ และมีเสียงวี้ด อย่างน้อย 1 ครั้งก่อนอายุ 5 ปี พวกที่มีอาการรุนแรงที่สุดคือ พวกที่มีวี้ดเร็วในขวบปีแรก และมีประวัติครอบครัวเป็นหอบหืดร่วมกับโรคภูมิแพ้ ถ้าพ่อแม่เป็นโรคภูมิแพ้ 1 คน ลูกที่เกิดมาจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ 25% แต่ถ้าพ่อแม่เป็นทั้ง 2 คน โอกาสที่ลูกจะเป็นได้มีประมาณ 50% ส่วนสาเหตุโรคหอบหืดเนื่องจากหลอดลมของเด็กที่เป็นหอบหืดนั้น เชื่อว่ามีความไวผิดปกติต่อสิ่งกระตุ้น ทำให้หลอดลมหดเกร็งตัวแคบลง เยื่อบุภายในหลอดลมบวมขึ้น และสร้างเมือกเหนียว ซึ่งจะยิ่งทำให้ช่องทางเดินอากาศในหลอดลมแคบลงอีก ทำให้เกิดอาการหอบหืดขึ้น สิ่งกระตุ้นเหล่านี้เช่น โรคหวัด ควันบุหรี่ ฝุ่น ละอองเกสร การออกกำลังกาย ขนสุนัข ขนแมว ฯลฯ

สารระคายและมลพิษที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมากก็สามารถกระตุ้นให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืดทั้งชนิดที่เกิดจากโรคภูมิแพ้ และชนิดที่ไม่ได้เกิดจากภูมิแพ้มีอาการหอบหืดขึ้นได้ สารระคายที่พบบ่อยได้แก่ ควันบุหรี่ ควันท่อไอเสียรถ ก๊าซ และกลิ่นฉุนๆ นอกจากนั้นในงานอาชีพบางชนิด พบได้ทั้งสารก่อภูมิแพ้และสารระคาย เช่น ผู้ที่ทำงานในโรงงานต่างๆ ดังนั้นสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวผู้ป่วยจึงมีได้ทั้งสารก่อภูมิแพ้ สารระคาย และมลพิษที่พบมากในเมืองใหญ่ที่มีความเจริญตามอย่างซีกโลกตะวันตก

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

1. ควันบุหรี่ เป็นสิ่งที่อันตรายต่อปอดที่กำลังเจริญเติบโตของเด็ก และเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืดได้
2. ตัวไรฝุ่น ฝุ่น มักอาศัยอยู่ที่เตียงนอน หมอน พรม เฟอร์นิเจอร์ บุนวม จึงควรนำไปตากหรือผึ่งแดดบ่อยๆ
3. ละอองเกสรในบางฤดู ควรหลีกเลี่ยงในบางฤดู และอาจเพิ่มปริมาณของยาป้องกันด้วย
4. สัตว์เลี้ยง ไม่ควรเลี้ยงสุนัข แมวในบ้าน เพราะเด็กหอบหืดบางคนจะแพ้ขนสัตว์ ซึ่งอาจรวมถึงนกด้วย
5. เชื้อรา ที่ชื้นๆ มักมีเชื้อรา ควรให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
6. การออกกำลังกาย ถ้าควบคุมโรคหอบหืดได้ดี จะไม่มีปัญหาในการออกกำลังกาย หรือวิ่งเล่นซึ่งควรให้เด็กได้มีกิจกรรมนี้ตามปกติ
7. อากาศเย็น เด็กบางคนกระทบอากาศเย็น มักจะไอ หรือหายใจมีเสียงวี้ด การใช้ยาขยายหลอดลม 1 ครั้ง ก่อนเข้าห้องที่เย็นๆจะช่วยได้

ควบคุมโรคหืดในเด็กทำได้ไม่ยาก

หลายท่านอาจจะเคยได้ยินชื่อโรค หอบหืด และคิดว่าเป็นโรคเดียวกัน แต่ในทางการแพทย์จะเรียกสั้น ๆ ว่า โรคหืด ซึ่งแสดงถึงอาการ หายใจลำบาก โดยตัดคำว่า หอบ เพื่อไม่เกิดการสับสนกับโรคอื่น ๆ ที่มีอาการหอบแต่ไม่ได้เป็นหืดค่ะ สำหรับเด็กอ่อนที่อายุ 7-8 เดือนขึ้นไปเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะช่วงอากาศเปลี่ยน เด็กจะหายใจลำบากมีเสียงครืดคราดในอก หายใจเป็นเสียงสูงคล้ายเสียงนกหวีด และเนื่องจากเด็กเล็กไม่สามารถบอกถึงอาการเหล่านี้ได้ ดังนั้นคุณแม่ต้องสังเกตและทำความรู้จักกับโรคหืดในเด็กดังต่อไปนี้ค่ะ

สาเหตุของโรคหืดในเด็กเล็ก

โรคนี้มีสาเหตุเกิดจากหลอดลมของเด็กมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นจากภายนอกมากกว่าปกติหรือผิดปกติ ส่งผลทำให้เกิดการหดแคบลงของหลอดลม หรือมีเสมหะออกมามากเกินไปร่วมกัน เป็นผลให้การหายใจของเด็กลำบากยิ่งขึ้นโดยมีปัจจัยดังนี้

กรรมพันธุ์ ถ้าพ่อแม่หรือญาติเป็นโรคในกลุ่มภูมิแพ้หรือโรคหืด ลูกก็มีโอกาสที่จะเป็นโรคในกลุ่มภูมิแพ้หรือโรคหืดสูงด้วยเช่นกัน

สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่นจากที่นอน พรมเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า เกสรดอกไม้ เชื้อรา ขนสัตว์ แมลงสาบ ควันรถ ฝุ่นละออง ควันบุหรี่ เป็นต้น

การติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ เป็นสาเหตุสำคัญและพบได้บ่อย ๆ โดยเฉพาะเด็กอ่อน และอาจเกิดไวรัสลงปอดจึงทำให้เด็กที่มีกรรมพันธุ์อยู่แล้วมีโอกาสเป็นโรคหืดตามมา หลังการป้อนนมหรืออาหาร

สำหรับเด็กเล็กที่เป็นโรคหืด อาจเกิดการอักเสบของผนังทางเดินหายใจ ซึ่งระบบของร่างกายจะทำการรักษาตัวเองทำให้เนื้อเยื่อไม่เหมือนเดิมกลายเป็นพังผืด ทำให้หลอดลมมีความยืดหยุ่นไม่เหมือนหลอดลมปกติ และเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร

เมื่อลูกหายใจมีเสียงครืดคราดในอก ให้อุ้มลูกซะหน่อยอาการหอบก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น และเมื่อลูกมีเสมหะมาก ๆ ต้องช่วยให้ลูกคายออกมาให้ได้ โดยช่วยลูกนอนคว่ำหน้า นวดหลังโดยกดแล้วไถเป็นแนวยาว และกดนวดหัวไหล่ จากนั้นใช้มือลูบเบา ๆ ตั้งแต่กลางหลังมาถึงส่วนบนโดยเน้นนวดจุดปอดที่อยู่ระหว่างไหล่ทั้งสองข้าง จะช่วยไล่เสมหะให้ลูกได้ค่ะ

รักษาหอบหืดหายได้ ด้วยตำรับยาแผนปัจจุบันและธรรมชาติ

ถ้าคุณเป็นโรคหอบหืด คุณคงทราบดีถึงผลกระทบที่มีต่อชีวิตประจำวันอย่างใหญ่หลวง บางครั้งคุณพบว่าตัวเองแทบวิ่งตามรถเมล์ไม่ไหว งานบ้านถึงกับทำให้คุณหายใจเสียงดังครืดๆ หรือไอแค็กๆ เวลายืนอยู่ข้างคนสูบบุหรี่

หอบหืดเป็นโรคภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุทำให้ระบบทางเดินหายใจและหลอดลมเกิดการอักเสบและอ่อนไหวง่าย เวลาสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้เช่น ควัน หมอก และขนสัตว์ ผลคือทำให้หลอดลมตีบ หายใจติดขัด มีน้ำมูกในทางเดินหายใจ ทำให้หายใจเสียงดังครืดๆ และไอ ประมาณกันว่าคนอังกฤษมากกว่า 5 ล้านคนเป็นโรคหอบหืด โดยมากกว่า 1 ล้านคนเป็นเด็ก จากผลสำรวจเมื่อเร็วๆนี้ พบว่าคนเป็นโรคนี้มากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากมลพิษ โรคอ้วน ความเครียด และการได้รับควันบุหรี่ ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคหอบหืด

• การรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน โดยทั่วไปในการรักษาโรคหอบหืด แพทย์จะให้ยาขยายหลอดลมหรือยา corticosteroids อย่างใดอย่างหนึ่งทานในตอนเช้าและก่อนนอนเพื่อป้องกันไม่ให้โรคกำเริบ ยาขยายหลอดลมช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งในระหว่างที่อาการกำเริบ แม้ยาสองชนิดนี้จะไปขัดขวางไม่ให้ร่างกายดูดซึมสารอาหาร แต่ก็มีความจำเป็น นอกจากนี้การรักษาด้วยวิธีธรรมชาติก็จะช่วยให้อาการของโรคหอบหืดดีขึ้น ทำให้ความจำเป็นที่ต้องพึ่งยาขยายหลอดลมลดลงด้วย

• โภชนาการ ทานอาหารที่อุดมด้วยฟลาโวนอยด์เคอร์เซทิน (flavonoid quercetin) ซึ่งมีสรรพคุณลดการอักเสบ ช่วยให้ทางเดินหายใจทำงานเป็นปกติ

• ออกกำลังกาย ถ้าคุณเป็นหอบหืดมาตั้งแต่เด็ก และมักต้องเป็นฝ่ายนั่งดูเด็กคนอื่นเล่นพละ คุณเติบโตขึ้นด้วยความเชื่อว่าไม่ควรออกกำลังกาย ซึ่งนั่นไม่จำเป็นเสมอไป The National Asthma Campaign แนะนำให้ออกกำลังกายพอประมาณเป็นประจำ โดยเลือกการออกกำลังกายแบบแอโรบิคผสมผสาน เช่น ว่ายน้ำ และวิ่งเหยาะๆ และการออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงและยืดหยุ่นเช่น โยคะ

การศึกษาหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดให้เกิดอาการน้อยลง

ถ้าหากท่านหรือญาติเป็นโรคหอบหืด ท่านไม่ได้เป็นหอบหืดคนเดียวเพราะเราพบโรคหอบหืดได้ทั่วโรค โดยมากมักจะเริ่มเป็นตั้งแต่เด็ก  โรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรัง อาการแต่ละคนรุนแรงไม่เท่ากัน และการหอบแต่ละครั้งก็มีความแตกต่างกัน บางคนอาจหอบไม่กี่นาทีก็หาย บางคนหอบมากถึงกับเสียชีวิตก็มี เนื่องไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไร่จะเป็นหอบหืด และไม่ทราบว่าหอบแต่ละครั้งจะเป็นมากแค่ไหน การศึกษาให้เข้าใจโรค รวมทั้งการมีแผนการรักษาที่ดีสามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี รายละเอียดที่จะนำเสนอต่อไปนี้ได้มาจากตำราของต่างประเทศ และของประเทศไทยเหมาะสำหรับผู้ป่วย ญาติ และนักเรียนที่จะนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นโรคหอบหืดอยู่แล้วท่านเริ่มอ่านที่จุดประสงค์ของการรักษา ส่วนท่านที่ยังไม่ทราบว่าตัวเองเป็นหรือไม่แนะนำให้เริ่มอ่านตั้งแต่เริ่มต้น เนื้อหาข้อมูลจะเป็นแนวทางการดูแลตัวเอง

โรคหอบหืดเป็นโรคของหลอดลมที่มีการอักเสบเรื้อรังเป็นผลให้มี cell ต่างๆ เช่น mast cell,eosinophils,T-lymphocyte,macrophage,neutrophil มาสะสมที่เยื่อบุผนังหลอดลม ทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ และสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนปกติ[bronchial hyper-reactivity] ผลจากการอักเสบจึงทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีการหนาตัว กล้ามเนื้อหลอดลมมีการหดเกร็งตัว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด และหอบเหนื่อย อาการหอบเหนื่อยจะเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับสารภูมิแพ้ ขณะที่ท่านเป็นหอบหืด หลอดลมของท่านจะมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ เมื่อท่านหายใจเอาสารภูมิแพ้เข้าไปในปอดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปอดดังนี้ Acute bronchoconstriction มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม[Airway muscle] หลังจากได้รับสารภูมิแพ้ทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก Air way edemaเนื่องจากมีการหลั่งของน้ำทำให้ผนังหลอดลมบวมผู้ป่วยจะหอบเพิ่มขึ้น Chronic mucous plug formation มีเสมหะอุดหลอดลมทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก Air way remodeling มีการหนาตัวของผนังหลอดลมทำให้หลอดลมตีบเรื้อรัง เมื่อร่างกายได้รับสารภูมิแพ้มากระตุ้น กล้ามเนื้อหลอดลมจะบีบตัว เยื่อบุหลอดลมจะมีการอักเสบเกิดการหน้าตัว ร่วมการหลั่งของเสมะเป็นปริมาณมากทำให้เกิดการอุดทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะหายใจลำบาก