การศึกษาหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดให้เกิดอาการน้อยลง

ถ้าหากท่านหรือญาติเป็นโรคหอบหืด ท่านไม่ได้เป็นหอบหืดคนเดียวเพราะเราพบโรคหอบหืดได้ทั่วโรค โดยมากมักจะเริ่มเป็นตั้งแต่เด็ก  โรคหอบหืดเป็นโรคเรื้อรัง อาการแต่ละคนรุนแรงไม่เท่ากัน และการหอบแต่ละครั้งก็มีความแตกต่างกัน บางคนอาจหอบไม่กี่นาทีก็หาย บางคนหอบมากถึงกับเสียชีวิตก็มี เนื่องไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไร่จะเป็นหอบหืด และไม่ทราบว่าหอบแต่ละครั้งจะเป็นมากแค่ไหน การศึกษาให้เข้าใจโรค รวมทั้งการมีแผนการรักษาที่ดีสามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี รายละเอียดที่จะนำเสนอต่อไปนี้ได้มาจากตำราของต่างประเทศ และของประเทศไทยเหมาะสำหรับผู้ป่วย ญาติ และนักเรียนที่จะนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นโรคหอบหืดอยู่แล้วท่านเริ่มอ่านที่จุดประสงค์ของการรักษา ส่วนท่านที่ยังไม่ทราบว่าตัวเองเป็นหรือไม่แนะนำให้เริ่มอ่านตั้งแต่เริ่มต้น เนื้อหาข้อมูลจะเป็นแนวทางการดูแลตัวเอง

โรคหอบหืดเป็นโรคของหลอดลมที่มีการอักเสบเรื้อรังเป็นผลให้มี cell ต่างๆ เช่น mast cell,eosinophils,T-lymphocyte,macrophage,neutrophil มาสะสมที่เยื่อบุผนังหลอดลม ทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ และสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนปกติ[bronchial hyper-reactivity] ผลจากการอักเสบจึงทำให้เยื่อบุผนังหลอดลมมีการหนาตัว กล้ามเนื้อหลอดลมมีการหดเกร็งตัว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด และหอบเหนื่อย อาการหอบเหนื่อยจะเกิดขึ้นทันทีที่ได้รับสารภูมิแพ้ ขณะที่ท่านเป็นหอบหืด หลอดลมของท่านจะมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ เมื่อท่านหายใจเอาสารภูมิแพ้เข้าไปในปอดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปอดดังนี้ Acute bronchoconstriction มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลอดลม[Airway muscle] หลังจากได้รับสารภูมิแพ้ทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก Air way edemaเนื่องจากมีการหลั่งของน้ำทำให้ผนังหลอดลมบวมผู้ป่วยจะหอบเพิ่มขึ้น Chronic mucous plug formation มีเสมหะอุดหลอดลมทำให้ลมผ่านหลอดลมลำบาก Air way remodeling มีการหนาตัวของผนังหลอดลมทำให้หลอดลมตีบเรื้อรัง เมื่อร่างกายได้รับสารภูมิแพ้มากระตุ้น กล้ามเนื้อหลอดลมจะบีบตัว เยื่อบุหลอดลมจะมีการอักเสบเกิดการหน้าตัว ร่วมการหลั่งของเสมะเป็นปริมาณมากทำให้เกิดการอุดทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะหายใจลำบาก

การศึกษาเรียนรู้ของอาการและการรักษาเบื้องต้นของโรคหอบหืด

โรคหอบหืดเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ  ซึ่งทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่ามีอาการหายใจลำบาก  หายใจได้ไม่สะดวก  ไอมาก  เกิดเนื่องมาจากการหดตัวของหลอดเลือดขนาดเล็ก  และน้ำเมือกเสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจ  ความรุนแรงของโรคแต่ละคนจะแตกต่างกัน  บางคนมีอาการรุนแรงมากหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้  ผู้ที่มีอาการของโรคหอบหืดอยู่บ่อยๆ  แม้จะไม่ได้มีอาการทุกวัน  ควรจะได้รับการรักษาที่ต่อเนื่อง  เพราะแสดงว่าภายในปอดมีการอักเสบเรื้อรัง  หากทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของปอดลดลงมีอาการเหนื่อยง่าย  การรักษาในภายหลังจะยากขึ้นอาจได้ผลน้อยหรือไม่ได้ผลเลย เพราะปอดมีผังผืดมาก เมื่อสมัยก่อนการรักษาหอบหืดเป็นเพียงให้ยาขยายหลอดลม bronchodilator เท่านั้นแต่ปัจจุบันได้มีความเข้าใจกลไกการเกิดโรคหอบหืดดีขึ้นว่าโรคหอบหืด เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของหลอดลม ทำให้เยื่อบุหลอดลมหนาตัว และมีเสมหะอุดหลอดลมปัจจุบันการรักษาโรคหอบหืด จะอาศัยยาที่ลดการอักเสบเป็นหลักโดยอาศัยยาขยายหลอดลมเป็นตัวเสริม ยาลดการอักเสบจะป้องกันไม่ให้หลอดลมบีบตัว ลดการอักเสบของหลอดลมจึงป้องกันหอบหืดได้

นอกจากจะเปลี่ยนจากการใช้ยาขยายหลอดลมเป็นยาลดการอักเสบแล้วยังมีเครื่องมือ Peak flow meterเพื่อเป็นการวัดเพื่อเตือนว่าแผนการรักษายังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และเตือนว่าโรคกำลังกำเริบต้องรีบให้การรักษา ผู้ป่วยควรปรึกษากับแพทย์ถึงแผนการรักษา โดยการวางแผนการรักษาแพทย์ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ป่วยเป็นอันมาก แพทย์อยากทรายว่าระหว่างที่อยู่บ้านอาการหอบหืดเป็นอย่างไรบ้างโดยผู้ป่วยควรมีสมุดประจำตัว และคอยบันทึกความรุนแรงของโรค เพื่อไปพบแพทย์ให้นำสมุดไปพบแพทย์ด้วยต้องทราบจุดประสงค์ของการรักษา โรคหอบหืดเป็นโรคซึ่งมีการอักเสบของปอดมากหรือน้อยตลอดเวลา เมื่อเรามีอาการของหลอดลมตีบ  เช่น  ไอเสมหะมาก,  แน่นหน้าอก,  หายใจไม่สะดวกนั่นแสดงว่า  การอักเสบนั้นได้ลุกลามใหญ่โตแล้ว  ซึ่งกว่าที่เราจะสามารถลดการอักเสบนี้ต้องใช้ยามาก  เปรียบไปก็เหมือนกับตอนไม่มีอาการคล้ายกับกองถ่านแดง ๆ  มีขี้เถ้าคลุมอยู่เรามองไม่เห็น เปลวไฟไม่รู้สึกร้อนแค่อุ่น ๆ  จะดับกองถ่านแดงนี้  ก็แด่ใช้น้ำไม่กี่ขันราดลงไปเหมือนกับที่ตอนเราไม่มีอาการหอบหืด  หากเราใช้ยาพ่นสเตียรอยด์เป็นประจำ  เราก็สามารถคุมไม่ให้มีการลุกลามของโรคได้  หากเราปล่อยให้กองถ่านติดไฟหรือมีเชื้อไฟเพิ่มขึ้น  กลายเป็นเปลวไฟใหญ่  เป็นอันตราย  ดับได้ยาก  หากจะดับก็ต้องใช้น้ำมากขึ้น  เหมือนกับตอนมีอาการหอบชัดเจนเสียแล้ว  ต้องโหมใช้ยาแรงมากขึ้นเพื่อจะดับอาการหอบหืด  ฉะนั้นยาพ่นสเตียรอยด์จึงจำเป็นต้องใช้ทุกวันเพื่อไม่ให้มีการลุกลามของโรค  ช่วยรักษาเนื้อปอดไม่ให้เสื่อมเร็วหรือกลายเป็นผังผืด

เด็กที่เป็นโรคหอบหืดขั้นรุนแรงมีผลกระทบต่อการเรียน

โรคหอบหืดเป็นโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจากหลอดลมของผู้ป่วยตอบสนองต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากกว่าภาวะปกติ ทำให้หลอดลมของผู้ป่วยหดเกร็ง มีขนาดตีบแคบลง และมีอาการบวม เนื่องจากมีการอักเสบ รวมทั้งจะมีการสร้างเสมหะมากกว่าปกติ

อาการจับหืด คือ มีอาการหอบ ไอ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก หายใจถี่ หายใจขัด เสียงหายใจมีเสียงดังหวีด อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเป็นๆ หายๆ และเป็นเรื้อรัง

อาการจับหืดมักเกิดในตอนกลางคืน หรือเมื่อมีการสัมผัสกับสิ่งที่แพ้หรือระคายเคือง

เมื่อเด็กอยู่ในภาวะปกติหรือเมื่อได้รับการรักษาแล้ว เด็กจะดูเหมือนเด็กปกติทั่วไป และอาจตรวจไม่พบอาการผิดปกติเลยก็ได้

สาเหตุของโรค
1. พันธุกรรม โรคหอบหืดไม่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรงเสมอไป แต่ในผู้ป่วยที่มีอาการหืดจับร่วมกับมีประวัติโรคภูมิแพ้หรือหอบหืดในครอบครัว ก็มีโอกาสที่ผู้ป่วยจะเป็นโรคนี้

2. สิ่งกระตุ้นต่างๆ อาจเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นบ้าน ตัวไรฝุ่น ละอองซากแมลงสาบ เกสรดอกไม้ ละอองเชื้อรา ขนหรือสะเก็ดรังแคผิวหนังสัตว์เลี้ยง อาหารบางชนิด ควันบุหรี่ ควันพิษจากสิ่งแวดล้อม หรือการเป็นหวัด

3. การออกกำลังกายอย่างหักโหม

4. การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์

5. การเปลี่ยนแปลงด้านอากาศ เช่น เวลาใกล้ฝนตก อากาศเย็นจัดและแห้งแล้ง

ผลของโรคหอบหืดในเด็ก

ในเด็กที่มีอาการไม่มาก จะมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อชีวิตประจำวัน การใช้ยาเพื่อควบคุมอาการอาจจะมีความจำเป็นเฉพาะเวลาที่มีอาการจับหืดเท่านั้น

ส่วนในเด็กที่มีอาการของโรคหอบหืดที่มีอาการรุนแรงและเป็นบ่อยๆ จะมีผลกระทบต่ออารมณ์ จิตใจ การเรียน และการดำรงชีวิตประจำวันได้มาก อาจต้องขาดเรียนบ่อย ทำให้ผู้ป่วยกลัวเรียนไม่ทันเพื่อนๆ อาจถูกห้ามเล่นกีฬาหรืองดกิจกรรมการเล่นบางอย่าง อาจทำให้ขาดความมั่นใจในตนเอง

ดังนั้นเด็กที่เป็นโรคหอบหืดจึงควรได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมต่อเนื่องจากแพทย์ ทีมงาน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง คุณครู และสำหรับคนเมื่อสงสัยว่าจะเป็นโรคหืดจึงควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ ประเมินความรุนแรงของโรค และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ถ้าผู้ป่วยไปพบแพทย์ได้ขณะที่กำลังมีอาการหอบหืด แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยโดยการฟังเสียงหายใจจากปอดได้เลย แต่ถ้าไปตรวจขณะไม่มีอาการอาจต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติม

เด็กวัยก่อนเรียนมีโอกาสเสี่ยงโรคหอบหืดมากที่สุด

โรคหอบหืดเป็นโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ โดยหลอดลมของผู้ป่วยตอบสนองต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากกว่าปกติ ทำให้หลอดลมมีการหดเกร็ง มีอาการบวม เนื่องจากอักเสบ ทำให้เซลล์ต่างๆมาสะสมอยู่ที่เยื่อบุหลอดลม ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดการหดตัว ทำให้มีอาการไอ หายใจผิดปกติ แน่นหน้าอก มีอาการเหนื่อยง่าย หรือเมื่อได้รับสารภูมิแพ้ที่กระตุ้น เช่น เกสรดอกไม้ แมลงสาบ อากาศเย็น ขนสัตว์ การออกกำลังกาย เป็นต้น

อาการหอบหืดในเด็กวัยก่อนเข้าเรียน อายุ 2-5 ปี พบว่ามีอาการโรคหอบหืดในเด็กวัยนี้มากที่สุด โดยเด็กวัยนี้มีอาการกำเริบและต้องไปพบแพทย์บ่อยมาก อีกทั้งยังได้รับตัวยามากกว่าเด็กในวัยอื่นๆ สิ่งที่ส่งผลให้เด็กวัยนี้มีอาการหอบหนักขึ้นเรื่อยๆ ผู้ปกครองควรสังเกตโรคหอบในเด็กให้ดี แม้ไม่มีการกระตุ้นแต่มักเกิดซ้ำๆ โดยเฉพาะในเวลากลางคืนที่มักจะมีอาการ เป็นเพราะเด็กในวัยนี้ไม่สามารถบอกถึงอาการป่วยของตนเองได้ ต้องอาศัยการสอบถามอาการของผู้ปกครองเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเด็กวัยก่อนเข้าเรียนมีอาการหอบหืดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งมักจะหายได้เองเมื่อโตขึ้น เด็กบางคนก็มีอาการกึ่งเป็นไวรัสกับหอบหืด ไม่สามารถแบ่งออกจากการได้อย่างเด่นชัด โดยการรักษาอาการในปัจจุบันใช้ตัวยาในกลุ่มสเตียรอยด์ชนิดพ่น เป็นยาที่ช่วยขยายหลอดลม
การใช้ยาพ่นในเด็กควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากการใช้ยาที่ยาวนานกว่า 1 ปี ผู้ปกครองควรให้การควบคุม ไม่ควรอ่านวิธีใช้จากฉลากยาเพียงอย่างเดียว เพราะนอกจากจะทำให้ยาไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ยาประเภทนี้ถือเป็นอันตรายได้เนื่องจากมีสารตกค้างภายในปากเป็นจำนวนมาก และทำให้เกิดผลค้างเคียงกับเด็กโดยไม่รู้ตัว แต่ยังมีการเข้าใจผิดว่า เมื่อเด็กไม่แสดงอาการแปลว่าเด็กหายจากโรคแล้ว เป็นความคิดที่ผิด เพราะต้องขึ้นอยู่กับชนิดของโรคที่เด็กเป็น เด็กมีหลอดเล็มที่ค่อนข้างเล็กกว่าผู้ใหญ่ จึงมีอาการมากกว่าผู้ใหญ่ เมื่อโตขึ้นมักจะหายได้เอง ในเด็กที่มีอาการโรคหอบหืดในครอบครัว เช่นพ่อแม่มีประวัติเป็นโรคหอบหืด ก็อาจจะไม่หายขาดได้เมื่อโตขึ้น

การศึกษาทำความเข้าใจในเรื่องของการรักษาโรคหอบหืดส่วนใหญ่เป็นแล้วไม่หายขาด

ถ้าคุณเป็นโรคหอบหืด คุณคงทราบดีถึงผลกระทบที่มีต่อชีวิตประจำวันอย่างใหญ่หลวง บางครั้งคุณพบว่าตัวเองแทบวิ่งตามรถเมล์ไม่ไหว งานบ้านถึงกับทำให้คุณหายใจเสียงดังครืดๆ หรือไอแค็กๆ เวลายืนอยู่ข้างคนสูบบุหรี่

index
หอบหืดเป็นโรคภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุทำให้ระบบทางเดินหายใจและหลอดลมเกิดการอักเสบและอ่อนไหวง่าย เวลาสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้เช่น ควัน หมอก และขนสัตว์ ผลคือทำให้หลอดลมตีบ หายใจติดขัด มีน้ำมูกในทางเดินหายใจ ทำให้หายใจเสียงดังครืดๆ และไอ ประมาณกันว่าคนอังกฤษมากกว่า 5 ล้านคนเป็นโรคหอบหืด โดยมากกว่า 1 ล้านคนเป็นเด็ก จากผลสำรวจเมื่อเร็วๆนี้ พบว่าคนเป็นโรคนี้มากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากมลพิษ โรคอ้วน ความเครียด และการได้รับควันบุหรี่ ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคหอบหืด

• การรักษาด้วยยาแผนปัจจุบัน
โดยทั่วไปในการรักษาโรคหอบหืด แพทย์จะให้ยาขยายหลอดลมหรือยา corticosteroids   อย่างใดอย่างหนึ่งทานในตอนเช้าและก่อนนอนเพื่อป้องกันไม่ให้โรคกำเริบ  ยาขยายหลอดลมช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งในระหว่างที่อาการกำเริบ แม้ยาสองชนิดนี้จะไปขัดขวางไม่ให้ร่างกายดูดซึมสารอาหาร แต่ก็มีความจำเป็น นอกจากนี้การรักษาด้วยวิธีธรรมชาติก็จะช่วยให้อาการของโรคหอบหืดดีขึ้น ทำให้ความจำเป็นที่ต้องพึ่งยาขยายหลอดลมลดลงด้วย

• ออกกำลังกาย
ถ้าคุณเป็นหอบหืดมาตั้งแต่เด็ก และมักต้องเป็นฝ่ายนั่งดูเด็กคนอื่นเล่นพละ คุณเติบโตขึ้นด้วยความเชื่อว่าไม่ควรออกกำลังกาย ซึ่งนั่นไม่จำเป็นเสมอไป The National Asthma Campaign แนะนำให้ออกกำลังกายพอประมาณเป็นประจำ โดยเลือกการออกกำลังกายแบบแอโรบิคผสมผสาน เช่น ว่ายน้ำ และวิ่งเหยาะๆ และการออกกำลังกายเสริมสร้างความแข็งแรงและยืดหยุ่นเช่น โยคะ
• การแพทย์แผนจีน
หอบหืดเป็นโรคซับซ้อน สมุนไพรที่ใช้รักษาต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้สั่งจ่าย  ส่วนมากแล้วสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคหอบหืดตามวิธีแพทย์จีนคือ หม่าฮวง (เอพีดร้าไซเนนซิส) และชะเอม

วิธีการบำบัดสำหรับผู้ที่เป็นโรคหอบหืด
โรคหอบหืดเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ แต่สามารถใช้การบำบัดอย่างมีประสิทธิภาพได้ การบำบัดโรคหอบหืดนั้นมีเป้าหมายเพื่อควบคุมโรค กล่าวคือผู้ป่วยโรคหอบหืดจะไม่ประสบกับอาการของโรค หรือไม่มีอาการรุนแรง สามารถเข้าร่วมทำกิจกรรมตามปกติได้ รวมถึงการออกกำลังกาย และปอดสามารถทำงานตามปกติได้ โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษาทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน หรือต้องเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉิน  การควบคุมอาการโรคหอบหืดนั้นสามารถทำได้กับผู้ป่วยส่วนใหญ่ และไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด โดยใช้โปรแกรมของโครงการริเริ่มเพื่อโรคหอบหืดระดับโลก (GINA) ซึ่งเป็นโปรแกรมการรักษาโรคหอบหืดอย่างมีประสิทธิภาพ
- ให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเพื่อสร้างความร่วมมือในการรักษาโรคหอบหื
- ประเมินและตรวจสอบความรุนแรงของโรคด้วยการวัดสภาพอาการและการทำงานของปอด
- หลีกเลี่ยงหรือควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เป็นโรคหอบหืด
- กำหนดแผนการรักษาเพื่อการบำบัดในระยะยาว
- กำหนดแผนในการจัดการกับการเกิดโรค

ปัจจุบันยังไม่สามารถหาสาเหตุโรคหืดหอบที่แน่ชัดได้แต่จากการศึกษาพบว่าสารก่อภูมิแพ้คือสาเหตุสำคัญและอาการโรคหอบหืดของแต่ละคนก็แตกต่างกันไปหนักเบาไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วยเองด้วยดังนั้นการรักษาโรคหืดหอบจึงแตกต่างกันไป โรคหืดหอบวิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือการทำให้ร่างกายแข็งแรงเพื่อที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะได้แข็งแรงด้วย